Font Weight คืออะไร? — คู่มือการใช้น้ำหนักฟอนต์อย่างมืออาชีพ
เข้าใจความหมายของ Font Weight ตั้งแต่ Thin ถึง Black และวิธีใช้น้ำหนักฟอนต์ให้เหมาะสมกับงานออกแบบ
Font Weight หรือน้ำหนักฟอนต์ เป็นหนึ่งในคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญในการออกแบบ การเลือกใช้ weight ที่เหมาะสมจะช่วยสร้าง hierarchy และทำให้งานอ่านง่ายขึ้น
ระดับของ Font Weight
Font Weight มีค่าตั้งแต่ 100 ถึง 900 โดยแต่ละค่ามีชื่อเรียกดังนี้:
- 100 — Thin (บางมาก)
- 200 — ExtraLight / UltraLight (บางพิเศษ)
- 300 — Light (บาง)
- 400 — Regular / Normal (ปกติ)
- 500 — Medium (กลาง)
- 600 — SemiBold / DemiBold (กึ่งหนา)
- 700 — Bold (หนา)
- 800 — ExtraBold / UltraBold (หนาพิเศษ)
- 900 — Black / Heavy (หนามาก)
การใช้งานแต่ละ Weight
Thin / Light (100-300)
เหมาะสำหรับ: หัวข้อขนาดใหญ่, งาน elegant, ข้อความที่ต้องการความละเอียดอ่อน
ข้อควรระวัง: อาจอ่านยากในขนาดเล็กหรือบนหน้าจอความละเอียดต่ำ
Regular (400)
เหมาะสำหรับ: เนื้อหาทั่วไป (body text), ข้อความที่ต้องอ่านยาวๆ
นี่คือ weight มาตรฐานที่ใช้บ่อยที่สุด
Medium (500)
เหมาะสำหรับ: เน้นเล็กน้อย, subheading, ปุ่ม, navigation
Weight นี้ให้ความโดดเด่นกว่า Regular เล็กน้อยโดยไม่แรงเกินไป
SemiBold (600)
เหมาะสำหรับ: หัวข้อย่อย, label, ข้อความสำคัญ
เป็นจุดกึ่งกลางระหว่าง Regular และ Bold
Bold (700)
เหมาะสำหรับ: หัวข้อหลัก, ข้อความที่ต้องการเน้นหนัก
Weight ที่ใช้บ่อยรองจาก Regular
ExtraBold / Black (800-900)
เหมาะสำหรับ: โปสเตอร์, banner, หัวข้อขนาดใหญ่มาก
ข้อควรระวัง: ไม่เหมาะกับเนื้อหายาวๆ หรือขนาดเล็ก
การสร้าง Hierarchy ด้วย Font Weight
ใช้ weight ต่างกันเพื่อสร้างลำดับความสำคัญ:
- H1: Bold หรือ Black
- H2: SemiBold หรือ Bold
- H3: Medium หรือ SemiBold
- Body: Regular
- Caption: Light หรือ Regular
CSS สำหรับ Font Weight
h1 { font-weight: 700; }
h2 { font-weight: 600; }
h3 { font-weight: 500; }
p { font-weight: 400; }
.caption { font-weight: 300; }
สรุป
Font Weight เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง visual hierarchy การเลือกใช้ weight ที่เหมาะสมจะทำให้งานออกแบบอ่านง่ายและดูเป็นมืออาชีพ